หลังจากผ่าครั้งที่สอง ริดสีดวงก็เล็กมาก แทบจะไม่มีหัวออกมาอีกแล้ว แต่แล้วอยู่ดีๆ มันก็เริ่มมีอาการเจ็บ ที่เนื้อด้านนอก ซึ่งผมไม่เคยเป็นมาก่อนเลย ทุกครั้งเป็นจากหัวริดสีดวงด้านใน นี่เป็นด้านนอก ดันเข้าไปก็ไม่สำเร็จ แล้วผมก็เดินทางไปเที่ยว เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน นั่งรถนานมาก ยิ่งอักเสบมากขึ้นๆ บวมเป็นลูกเลยครับ หลังสัมผัสหลายครั้ง ก็มั่นใจว่ามันเป็นข้างนอก จึงดันยังไงก็ไม่เข้า
ผมเพิ่มยาทาน ซื้อยาเหน็บมาใช้ ก็ไม่ได้ผล การเที่ยวผ่านไปแบบทรมานมาก ไม่อยากเดิน ไม่อยากเปลี่ยนท่าทางเลย อยู่ท่าไหน อยากอยู่อย่างนั้นต่อไป ปกติไปเที่ยวผมไม่สนใจ จะเดินมาก เพื่อวิวที่สวย เผื่อถ่ายรูปได้ แต่นี่ไป เลี่ยงได้ ผมเลี่ยงไม่ลงรถ
กลับมาผมก็ไปทำงาน หนึ่งวัน อย่างลำบาก เดินนั่งอย่างระวัง แล้วอีกหนึ่งวันก็ไปหาหมอ โดยโทรไปเลื่อนนัดก่อน ไปถึง ผลที่ได้คือ หมอนัดผ่าตัดอีกครั้ง และเป็นผ่าตัดใหญ่ คิดไว้แล้วเชียว เพราะที่อ่านเจอในหนังสือ เหมือนว่าถ้าเป็นข้างนอกแทบไม่มีวิธีทำอย่างอื่นได้เลย และจะเจ็บปวดกว่ามากๆด้วย หมอบอกว่าเลือดมันไปคลั่งที่หัวริดสีดวงข้างนอก ต้องผ่าเท่านั้น ปล่อยไว้ก็ยิ่งอักเสบ แล้วถามหมอว่าทำไมเลือดถึงคลั่ง หมอว่าริดสีดวงเลือดมันไปเลี้ยงอยู่แล้ว มีโอกาสเป็นได้อยู่แล้ว ผมซวยจริงๆสินะ
ตั้งใจจะต่อรองหมอขอติดกับวันหยุด แต่หมอว่าคิวแน่นมาก ถ้าวันนี้จัดเป็นฉุกเฉินได้ จึงยอมผ่าวันนั้นเลย
การผ่าก็คล้ายครั้งแรกนั่นแหล่ะครับ แต่ต่างที่รายละเอียด ไม่มีการสวนทวารก่อนไปผ่า ตอนบล็อคหลัง ก็ลำบากกว่าครั้งแรกมาก จิ้มแล้วไม่ได้ ตั้งหลายครั้ง จนปวดหลังไปหมด แต่ผลหลังบล็อคหลัง หมดฤทธิ์ชาได้เร็วกว่า ทำให้ปัสสาวะเองได้ ไม่ต้องสวนแล้ว
การผ่าก็ผ่าประมาณ 1 ชม. แล้วก็ออกมาห้องพักฟื้น 1 ชม.แล้วก็กลับห้อง แต่คราวนี้เจ็บปวดกว่ามากๆ ถ้านับความเจ็บปวด ครั้งแรก เจ็บน้อยสุด แค่คันๆ ยิบๆ จี๊ดๆเป็นช่วงๆ ครั้งสองเจ็บมากขึ้น ครั้งสามนี่ ทรมานเลยครับ
คืนแรกทรมานมาก จนต้องขอยาเพิ่ม ก็ไม่พอ ได้ยาฉีดมา จำชื่อยาไม่ได้ เป็นตัว P เป็นกลุ่มยาเสพติด คล้ายมอร์ฟีน มีผลข้างเคียงคืออาจจะเวียนหัว คลื่นไส้ แล้วผมก็เป็นมากด้วย หลังฉีดก็ยังปวดอยู่ดี แล้วลุกไปยืนจะปัสสาวะในห้องน้ำ ก็เวียนหัวมาก เหมือนจะเป็นลม จะอาเจียนเลย แทบทนไม่ไหว ต้องรีบเดินกลับมานอนที่เตียง ดีว่าครั้งนี้ พักห้องเดี่ยว เลยเดินใกล้หน่อย
ความปวดก็ค่อยๆน้อยลง แต่ปวดตอนกลางคืนมาทุกวันเลย ตีสามครึ่ง นั่นคือเวลาที่ปวดมาซักพักแล้วแต่พอจะลุกมาดูนาฬิกาได้ เวลาเริ่มปวดก่อนหน้านั้นนิดหน่อย ผ่านมาหลายคืน เมื่อคืนก็ยังปวดอยู่ เดี๋ยวคืนนี้ก่อนนอนจะลองกินยาพารา แก้ปวดดู ซึ่งพาราเขาก็เขียนว่าไม่ควรกินต่อเนื่องเกิน 7 วัน แต่ผมกินเกินไปแล้วแน่ๆ เพียงแต่ไม่ได้กินทั้งวัน
ตอนนี้ก็ยังไม่หายเลยครับ เดินลำบาก ถ่ายลำบาก เพราะมันท้องผูกตั้งแต่วันแรก ก็บล็อคหลัง แล้วก็ปวดอีก เลยไมได้ถ่าย พอจะถ่าย ก็เป็นของเก่าที่ค้างไว้ อุจจาระแข็งมาก นั่งหลายครั้ง กว่าจะออกมาทีละนิด ไม่อยากเบ่งมาก พยายามไม่เบ่งจนเกินไป วันนึงถ่ายถึง 2-3 ครั้ง ครั้งล่าสุด เริ่มมีลักษณะ ใกล้เคียงปกติมากขึ้นแล้วครับ เวลาเดินก็ลำบากนั่งก็ปวดหน่อยๆ มีเลือดซึมมาตลอด เลยใส่ผ้าอ้อมไว้ซับเลือด มีกลิ่นพอสมควรด้วย น่าจะเป็นกลิ่นเลือด หรือน้ำเหลืองน้ำหนอง พรุ่งนี้ก็วันอาทิตย์แล้ว ไม่รู้วันจันทร์จะไปทำงานไหวหรือป่าว แต่ถ้าอาการอย่างนี้ บอกตรงๆว่าไม่ไหวแน่ แต่หมอเขียนใบรับรองให้หยุดถึง 2 สัปดาห์ไปเลยครับ
หวังว่าครั้งนี้ครั้งสุดท้ายแล้วนะ คนอะไรผ่าตั้งสามครั้ง แล้วติดๆกันด้วย
18 December 2010
ผ่าตัดริดสีดวงรอบสอง
วันที่ 23 พ.ย. 53 กระผมก็ไปตรวจกับคุณหมอตามนัด ปกติ หลังจากผ่าครั้งแรกไปแล้ว ซึ่งยังมีหัวริดสีดวงขนาดเล็กลงนิดหน่อย ออกมาอยู่เวลาถ่าย แต่ก็ดันกลับได้ไม่ยากนัก ตั้งใจไว้ว่า จะไม่ผ่าตัดอีก
แต่พอเจอหมอ หมอก็บอกว่านัดผ่าตัดวันนี้เลย เป็นผ่าตัดเล็ก ฉีดยาชา แล้วก็กลับบ้านได้เลย ผมเลยคิดว่าไม่ใช่ผ่าตัดใหญ่แบบต้องนอนโรงพยาบาลอะไร เลยตกลงเอา
หมอก็นัดตอนบ่ายมาใหม่ ก็ขับรถมาแล้วก็ไปที่ห้องฉุกเฉิน ทำการผ่า ก็ไปนอนคว่ำบนเตียงคล้ายๆครั้งแรก แต่ใช้ฉีดยาชา ก็รู้สึกว่า หมอทำอะไรอยู่ รู้สึกถึงการรูดไหม ไม่เหมือนการบล็อคหลังที่ไม่รู้สึกอะไรเลย การผ่าตัดก็รวดเร็วดีครับ ไม่นานก็เสร็จ
แต่ระหว่างที่ทำ ผมก็ได้ยินหมอขออุปกรณ์บางอย่าง พยาบาลก็เดินเข้า เดินออกห้องกันสนุกเลย แล้วก็หาอุปกรณ์นี้ไม่ได้ หมอก็ว่า ผมถามข้างหน้าแล้วนะ ก็บอกว่ามีไง นั่น สรุปผมซวย อุปกรณ์ที่ว่านี่ ไม่มีครับ หมอตั้งใจจะตัดหัวข้างในออกสองหัว ก็กลายเป็นตัดหนึ่งหัว อีกหนึ่งหัว ใช้วิธีรัดยางเอา เพราะไม่มีอุปกรณ์ชนิดนั้น หมอกลัวว่า จะห้ามเลือดไม่ทัน หมอทำไม่ถนัด ทำไมห้องฉุกเฉินมันชุ่ยงี้นะ แล้วทำไมผมต้องซวยด้วยเนี่ยเหอๆ
หลังจากทำกลับมา ก็มีหัวริดสีดวงออกมาขนาดเล็กนิดเดียว เล็กมาก แต่มีแข็งๆติดด้วย คงจะยางที่รัดหัวนั่นแหล่ะ แล้วมันก็ขนาดเล็กลงๆๆ ทุกวัน กะว่ามีหัวอย่างนี้ก็พอใจแล้ว ไม่ผ่าอีกแน่ แต่ความซวยก็มาอีก ครับ ผมต้องผ่าครั้งที่สาม
แต่พอเจอหมอ หมอก็บอกว่านัดผ่าตัดวันนี้เลย เป็นผ่าตัดเล็ก ฉีดยาชา แล้วก็กลับบ้านได้เลย ผมเลยคิดว่าไม่ใช่ผ่าตัดใหญ่แบบต้องนอนโรงพยาบาลอะไร เลยตกลงเอา
หมอก็นัดตอนบ่ายมาใหม่ ก็ขับรถมาแล้วก็ไปที่ห้องฉุกเฉิน ทำการผ่า ก็ไปนอนคว่ำบนเตียงคล้ายๆครั้งแรก แต่ใช้ฉีดยาชา ก็รู้สึกว่า หมอทำอะไรอยู่ รู้สึกถึงการรูดไหม ไม่เหมือนการบล็อคหลังที่ไม่รู้สึกอะไรเลย การผ่าตัดก็รวดเร็วดีครับ ไม่นานก็เสร็จ
แต่ระหว่างที่ทำ ผมก็ได้ยินหมอขออุปกรณ์บางอย่าง พยาบาลก็เดินเข้า เดินออกห้องกันสนุกเลย แล้วก็หาอุปกรณ์นี้ไม่ได้ หมอก็ว่า ผมถามข้างหน้าแล้วนะ ก็บอกว่ามีไง นั่น สรุปผมซวย อุปกรณ์ที่ว่านี่ ไม่มีครับ หมอตั้งใจจะตัดหัวข้างในออกสองหัว ก็กลายเป็นตัดหนึ่งหัว อีกหนึ่งหัว ใช้วิธีรัดยางเอา เพราะไม่มีอุปกรณ์ชนิดนั้น หมอกลัวว่า จะห้ามเลือดไม่ทัน หมอทำไม่ถนัด ทำไมห้องฉุกเฉินมันชุ่ยงี้นะ แล้วทำไมผมต้องซวยด้วยเนี่ยเหอๆ
หลังจากทำกลับมา ก็มีหัวริดสีดวงออกมาขนาดเล็กนิดเดียว เล็กมาก แต่มีแข็งๆติดด้วย คงจะยางที่รัดหัวนั่นแหล่ะ แล้วมันก็ขนาดเล็กลงๆๆ ทุกวัน กะว่ามีหัวอย่างนี้ก็พอใจแล้ว ไม่ผ่าอีกแน่ แต่ความซวยก็มาอีก ครับ ผมต้องผ่าครั้งที่สาม
05 November 2010
น่าจะมีหลักสูตรสอนเรื่องเงินในเด็ก
เมื่อวาน ผมได้คุยกะแฟนผม เรื่องบัญชีเงินฝากประจำ แล้วตอนขับรถกลับบ้าน ผมก็มานึกเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ว่าถ้ามีเงินเท่านี้ๆ เอาจะได้ดอกเบี้ยเท่าไร คิดไปต่างๆนาๆ แล้วก็ทำให้คิดไปถึงว่า เงินถ้าเราเก็บตั้งแต่สมัยเด็ก จะเป็นเท่าไร อย่างไร เงินที่เราไม่จำเป็นต้องใช้อยู่แล้วในตอนเด็ก ผมก็มีเงินเก็บตอนเด็กพอควร แต่ก็เป็นบัญชีออมทรัพย์ ดอกเบี้ยแทบไม่รู้สึกว่าได้ แต่ถ้าเราเอาเงินก้อนนี้ ไปกระจายฝาก เป็นเงินฝากประจำ ก็จะได้ดอกเบี้ยมากกว่า
แต่เงินที่ตอนเด็กคงไม่มีแล้วล่ะครับ เพราะเวลาที่บ้านเดือดร้อนเรื่องเงิน พ่อก็เอาไปใช้เสมอ ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไรบ้างแล้ว อาจจะไม่มีเงินแล้วก็ได้ แล้วก็ยังชั่งใจอยู่ ว่าจะถามดีไหม พ่อผมเป็นคนเครียดง่าย ถ้าไปถาม กลัวเขาหงุดหงิด เครียด ความจริงผมไม่ได้จะถามเพื่อทวงเงินหรอกครับ แต่ผมกลัวว่า เงินในบัญชีไม่หมุนนานๆ จะโดนค่ารักษาบัญชี เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์
แล้วก็คิดไปถึงว่า ตอนผมเด็ก มีแต่คนบอกให้เก็บเงิน ให้ออม ให้ประหยัด แต่วิธีการอะไรยังไง ไม่มีใครอธิบายเลยครับ
ไม่มีใครสอนว่า เอาเงินไปฝากประจำ หรือเอาไปหมุนลงทุน ทางอื่นจะได้ดอกเบี้ยมากกว่า
ไม่มีใครสอนว่า เก็บไปกี่ปี จนเราโต ได้เงินเท่าไร แล้วเงินเดือนเราเฉลี่ยของคนทั่วไปได้เท่าไร เท่ากับเราจะมีเงินเก็บเท่ากับทำงานกี่เดือน
เหล่านี้ ไม่มีใครสอน ผมก็ได้แต่คิดว่า เงินตอนเด็กน้อยมาก ได้ก็ไม่กี่บาท ไม่กี่สตางค์ แล้วก็คิดว่าเราเก็บเงินออมเงิน แล้วก็เพื่อเอาไปซื้อของที่ตัวเองต้องการทั้งนั้นเลย ไม่มีการหารายได้จากมันได้เลย สุดท้ายก็เอาไปผลาญ
ผมก็มาคิดว่า คนอื่นๆ เป็นหนักว่าผมอีก คือใช้ฟุ่มเฟือย แถมยังใช้จนติดลบ หมุนเงินจนวุ่นไปหมด มีสินค้าอะไรออกมาใหม่ ก็อยากได้ ทั้งที่ใช้ไม่เป็น ไม่ได้ใช้ให้คุ้มค่า
ผมก็มาคิดว่า โรงเรียนประถม น่าจะมีการสอนเรื่องพวกนี้นะครับ มีการเฉลี่ยรายได้ของผู้ปกครองเด็ก ว่าได้เท่าไร ค่าเทอมเท่าไร ค่าอาหาร ค่ารับส่ง แล้วให้เด็กบริหารเงินยังไง อธิบายให้เด็กเข้าใจ อาจจะมีเด็กบางคน รู้จักการใช้เงินมากขึ้น และรู้สึกมีมากกว่าแค่ประหยัด หรืออดออมไว้ เงินที่จะซื้อสิ่งของที่ต้องการ อาจจะเป็นเงินจากดอกเบี้ย โดยที่เงินต้นยังอยู่ แล้วเอาไปลงทุนให้ได้ดอกเบี้ยขึ้นมาอีกก็ได้ ซึ่งนั่นคงดีกว่า เก็บออมมา แล้วก็ใช้เป็นก้อน ทีเดียวหมด หรือผ่อนจ่ายสินค้า ทีละเดือนๆๆ จนสุดท้าย เงินออมก็หมดกับดอกเบี้ยที่เราผ่อน
แล้วเด็กหลายคนก็ไม่เคยรู้ว่า พ่อแม่มีรายได้เท่าไร ต้องลำบากแค่ไหน เดินเจออะไร ก็อยากได้ร้องไห้งอแง พอพ่อแม่ ไม่ให้ ก็ไม่พอใจ โกรธพ่อแม่ ว่าไม่ยอมให้เขา
ผมจึงคิดว่า ถ้ามีการสอนเด็ก อธิบายเรื่องเงินแก่เด็ก บรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน ก็น่าจะทำให้ประชากรในประเทศ ใช้เงินเป็น ฟุ่มเฟือยน้อยลง และรู้คุณค่าของเงินนะครับ
แต่เงินที่ตอนเด็กคงไม่มีแล้วล่ะครับ เพราะเวลาที่บ้านเดือดร้อนเรื่องเงิน พ่อก็เอาไปใช้เสมอ ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไรบ้างแล้ว อาจจะไม่มีเงินแล้วก็ได้ แล้วก็ยังชั่งใจอยู่ ว่าจะถามดีไหม พ่อผมเป็นคนเครียดง่าย ถ้าไปถาม กลัวเขาหงุดหงิด เครียด ความจริงผมไม่ได้จะถามเพื่อทวงเงินหรอกครับ แต่ผมกลัวว่า เงินในบัญชีไม่หมุนนานๆ จะโดนค่ารักษาบัญชี เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์
แล้วก็คิดไปถึงว่า ตอนผมเด็ก มีแต่คนบอกให้เก็บเงิน ให้ออม ให้ประหยัด แต่วิธีการอะไรยังไง ไม่มีใครอธิบายเลยครับ
ไม่มีใครสอนว่า เอาเงินไปฝากประจำ หรือเอาไปหมุนลงทุน ทางอื่นจะได้ดอกเบี้ยมากกว่า
ไม่มีใครสอนว่า เก็บไปกี่ปี จนเราโต ได้เงินเท่าไร แล้วเงินเดือนเราเฉลี่ยของคนทั่วไปได้เท่าไร เท่ากับเราจะมีเงินเก็บเท่ากับทำงานกี่เดือน
เหล่านี้ ไม่มีใครสอน ผมก็ได้แต่คิดว่า เงินตอนเด็กน้อยมาก ได้ก็ไม่กี่บาท ไม่กี่สตางค์ แล้วก็คิดว่าเราเก็บเงินออมเงิน แล้วก็เพื่อเอาไปซื้อของที่ตัวเองต้องการทั้งนั้นเลย ไม่มีการหารายได้จากมันได้เลย สุดท้ายก็เอาไปผลาญ
ผมก็มาคิดว่า คนอื่นๆ เป็นหนักว่าผมอีก คือใช้ฟุ่มเฟือย แถมยังใช้จนติดลบ หมุนเงินจนวุ่นไปหมด มีสินค้าอะไรออกมาใหม่ ก็อยากได้ ทั้งที่ใช้ไม่เป็น ไม่ได้ใช้ให้คุ้มค่า
ผมก็มาคิดว่า โรงเรียนประถม น่าจะมีการสอนเรื่องพวกนี้นะครับ มีการเฉลี่ยรายได้ของผู้ปกครองเด็ก ว่าได้เท่าไร ค่าเทอมเท่าไร ค่าอาหาร ค่ารับส่ง แล้วให้เด็กบริหารเงินยังไง อธิบายให้เด็กเข้าใจ อาจจะมีเด็กบางคน รู้จักการใช้เงินมากขึ้น และรู้สึกมีมากกว่าแค่ประหยัด หรืออดออมไว้ เงินที่จะซื้อสิ่งของที่ต้องการ อาจจะเป็นเงินจากดอกเบี้ย โดยที่เงินต้นยังอยู่ แล้วเอาไปลงทุนให้ได้ดอกเบี้ยขึ้นมาอีกก็ได้ ซึ่งนั่นคงดีกว่า เก็บออมมา แล้วก็ใช้เป็นก้อน ทีเดียวหมด หรือผ่อนจ่ายสินค้า ทีละเดือนๆๆ จนสุดท้าย เงินออมก็หมดกับดอกเบี้ยที่เราผ่อน
แล้วเด็กหลายคนก็ไม่เคยรู้ว่า พ่อแม่มีรายได้เท่าไร ต้องลำบากแค่ไหน เดินเจออะไร ก็อยากได้ร้องไห้งอแง พอพ่อแม่ ไม่ให้ ก็ไม่พอใจ โกรธพ่อแม่ ว่าไม่ยอมให้เขา
ผมจึงคิดว่า ถ้ามีการสอนเด็ก อธิบายเรื่องเงินแก่เด็ก บรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน ก็น่าจะทำให้ประชากรในประเทศ ใช้เงินเป็น ฟุ่มเฟือยน้อยลง และรู้คุณค่าของเงินนะครับ
20 October 2010
ซื้อหนังสือนวนิยาย
เมื่อวานนี้ ผมได้ไปเดินในห้างสรรพสินค้า เดินดูหนังสือ ตั้งแต่ se-ed, B2S, แพร่พิทยา, นายอินทร์ ใจจริงตั้งใจจะหาหนังสือเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมเล่มนึง ซึ่งเก่ามากแล้ว หนังสือที่เคยเจอ ก็เยินนิดหน่อย เล่มหนามาก ราคา700 กว่าบาท แต่เพราะมันเก่า ตัวโค้ดโปรแกรมในเล่มก็เริ่มจะเป็นภาษาโบราณไปแล้ว แต่เนื้อหาน่าสนใจดี แล้วหนังสือที่มีสภาพไม่ได้ใหม่นัก ผมจึงไม่ตัดสินใจซื้อ ครั้งนี้ก็มาเดินหาอีก เผื่อจะมีลดราคา แต่หาไม่เจอเลยครับ
สุดท้ายเข้าร้านนายอินทร์ เห็นมุมหนังสือได้รางวัล ก็ไปยืนดูอยู่พักใหญ่ ก็มีหลายประเภท มีหมวดสารคดี นวนิยาย เป็นหนังสือแต่งทั้งหมด หนังสือคนไทยแต่ง ระหว่างยืนดู ผมก็คิดได้ว่า ผมไม่เคยอ่านหนังสือนิยายอย่างนี้มาเกินสิบปีแล้วนะ เรื่องเดียวที่อ่านคือ harry potter โดย4เล่มแรกก็น่าจะเกือบ สิบปีแล้ว ส่วนหลังจากนั้นก็ทยอยออกมา เล่มสุดท้ายก็น่าจะซัก 2-3ปีแล้ว แล้วหนังสือนิยายไทย ไม่เคยแตะเลย ตั้งแต่เริ่มโต ไม่ต่ำกว่าสิบปีแน่นอน สมัยเด็กชอบอ่าน หลังๆนี่ก็มีแต่ หนังสือวิชาการ กับ หนังสือการ์ตูน และ นิตยสาร
เมื่อวานหลังจากยืนดูอยู่พักใหญ่ ก็ตัดสินใจซื้อ กรงมนุษย์ มา1เล่ม ราคาแค่ 155 บาท ในปก
พอซื้อจริง ลดราคาอีก ก็ถือว่าราคาไม่แพง เอาไว้อ่านเล่นบ้าง เผื่อได้แง่คิดอะไร แล้วก็คงผ่อนคลายความเครียดบ้าง
ส่วนเนื้อเรื่องถ้าน่าสนใจ เดี๋ยวจะนำมาเขียนบอกกันใหม่ครับ
สุดท้ายเข้าร้านนายอินทร์ เห็นมุมหนังสือได้รางวัล ก็ไปยืนดูอยู่พักใหญ่ ก็มีหลายประเภท มีหมวดสารคดี นวนิยาย เป็นหนังสือแต่งทั้งหมด หนังสือคนไทยแต่ง ระหว่างยืนดู ผมก็คิดได้ว่า ผมไม่เคยอ่านหนังสือนิยายอย่างนี้มาเกินสิบปีแล้วนะ เรื่องเดียวที่อ่านคือ harry potter โดย4เล่มแรกก็น่าจะเกือบ สิบปีแล้ว ส่วนหลังจากนั้นก็ทยอยออกมา เล่มสุดท้ายก็น่าจะซัก 2-3ปีแล้ว แล้วหนังสือนิยายไทย ไม่เคยแตะเลย ตั้งแต่เริ่มโต ไม่ต่ำกว่าสิบปีแน่นอน สมัยเด็กชอบอ่าน หลังๆนี่ก็มีแต่ หนังสือวิชาการ กับ หนังสือการ์ตูน และ นิตยสาร
เมื่อวานหลังจากยืนดูอยู่พักใหญ่ ก็ตัดสินใจซื้อ กรงมนุษย์ มา1เล่ม ราคาแค่ 155 บาท ในปก
พอซื้อจริง ลดราคาอีก ก็ถือว่าราคาไม่แพง เอาไว้อ่านเล่นบ้าง เผื่อได้แง่คิดอะไร แล้วก็คงผ่อนคลายความเครียดบ้าง
ส่วนเนื้อเรื่องถ้าน่าสนใจ เดี๋ยวจะนำมาเขียนบอกกันใหม่ครับ
17 October 2010
เล่าเรื่องริดสีดวง
เล่าเรื่องริดสีดวงซะหน่อยดีกว่าครับ
ผมเป็นริดสีดวงมาหลายปีแล้วครับ คงเพราะสมัยก่อนรีบๆแล้วก็ไม่ได้ถ่าย ทิ้งไว้พอมาถ่ายมันก็ท้องผูก นานเข้าก็มีก้อนๆ ออกมา นั่นคือริดสีดวง แต่ผมอ่านหนังสือที่มีหมอคอยตอบจดหมาย ก็บอกว่า ไม่ใช่ริดสีดวง มันคือเส้นเลือดที่ปูดออกมาต้องผ่าตัดเท่านั้น ไม่รู้เพราะหมอตอบมั่วหรือว่าสมัยก่อนเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ จึงทำให้ผมไม่ทำไร ปล่อยไปหลายปี
จนมันใหญ่ขึ้น ท้องผูกก็จะเจ็บมีเลือดออก แล้วก็ซื้อหนังสือเกี่ยวกับริดสีดวงมาอ่านทำความเข้าใจแล้วก็ทำใจ จึงไปหาหมอ
ผลปรากฏว่าหมอนัดผ่าตัด
ผมก็ไปผ่าตอนต้นเดือนกันยายน 2553
หมอนัดไปถึง 7.00น. ผมก็ไปแต่เช้า ไปนอนห้องรวม เจอะเลือดให้น้ำเกลือ แล้วก็ไม่ทำไร ห้ามกินน้ำกินยา ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว จนบ่ายก็ไปผ่าตัด ก็มีหมอวิสัญญี มาให้คำแนะนำต่างๆ
พอถึงเวลาก็ถูกเข็นไปห้องก่อนผ่าตัดก็มีถามเช็คว่าเราชื่ออะไรรู้ไหมมาทำอะไร ถามกันหลายรอบ ก็รู้สึกว่าคงป้องกันการผ่าตัดผิดได้ จนเข็นเข้าห้องผ่าตัด ก็หันหลังตะแคงข้าง ให้คุณหมอวิสัญญีมาฉีดยาบล็อคหลังครับ ฉีดเสร็จก็ไม่ถามเลยว่าชาหรือยัง ยังไง จับผมย้ายไปนอนเตียงผ่าตัดทันที โดยนอนคว่ำ หันก้น มีหมอนรองให้สูงนิดหน่อย แล้วพยาบาลห้องผ่าตัดก็สวยๆทั้งนั้น ก็จับผมถ่างขา และเริ่มใส่อะไรในรูทวารผม นิ้วเท้าผมยังขยับได้อยู่
ซักพักหมอก็เริ่มผ่า หมอบอกเป็นการผ่าตัดโดยใช้เครื่องมือ ซึ่งที่ผมอ่านเข้าใจว่าเป็น staple ซึ่งมันจะดันหัวริดสีดวงและตัดที่เหลือทั้งหมด นอกนั้นก็จะเย็บอย่างดี เจ็บน้อย แต่จากการถามหมอบอกว่าไม่ใช่ ถ้าใช้ staple ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก หมอก็ขยุกขยิกก้นผมอยู่ประมาณชั่วโมงนึง รู้สึกว่าพยาบาลจับต้นขาผม แต่นิ้วเท้าผมซักพักก็เริ่มขยับไม่ได้ และไม่รู้สึกแม้แต่ ความหน่วงๆที่ก้นเลย จนผ่าตัดเสร็จ ก็ขึ้นเตียงเข็นมาห้องพักฟื้น
ที่ห้องพักฟื้น ความดันผมก็ปกติ แต่ชีพจรผมต่ำมาก 40 -50 ครั้งต่อนาทีเท่านั้น แต่หมอบอกโอเค ก็ย้ายกลับห้องพัก ต้องพักถึง 6 ชม.ไม่ให้ยกศีรษะสูง ขาขยับไม่ได้ เอามือไปจับน้องชายส่วนตัวของผม ก็ยังไม่รู้สึกเลยครับ
แต่พอครบเวลา ก็มีพยาบาลมาให้ผมฉี่มาถามว่าฉี่หรือยังอยู่นั่น แล้วก็จะสวนผม ผมยังไม่รู้สึกแม้แต่ปวดฉี่เลย ก็พยายามฉี่ ก็ไม่ออก สุดท้ายโดนสวน แต่ก็สวนแค่ครั้งเดียว ต่อมาก็ฉี่ได้เอง แต่แสบมาก แสบเวลาฉี่เป็นอาทิตย์เลยครับ
แผลผ่าตัดก็ไม่ค่อยเจ็บแทบจะไม่รู้สึกเลยครับเจ็บน้อยมาก แต่เหลือหัวที่มันไม่ยอมยุบ หมอว่าเย็บไปแล้ว เดี๋ยวมันจะยุบลง พอไปหาตามนัดครั้งที่สอง ก็บอกว่าสงสัยจะไม่เล็กลงจะนัดผ่าตัดอีก เฮ้อ ผมเซ็งมากเสียเวลาแล้วทำผมไม่หายอีก ผมเกลียดการบล็อคหลังด้วยที่มันชา กลับมาก็ปวดศีรษะบ้าง และความอายที่คนที่ทำงานคอยถาม คอยพูดอยู่นั่นไม่จบ
ถ้าหมอนัดผ่าอีกยังไม่แน่ใจว่าจะผ่าหรือไม่เลยครับ
ผมเป็นริดสีดวงมาหลายปีแล้วครับ คงเพราะสมัยก่อนรีบๆแล้วก็ไม่ได้ถ่าย ทิ้งไว้พอมาถ่ายมันก็ท้องผูก นานเข้าก็มีก้อนๆ ออกมา นั่นคือริดสีดวง แต่ผมอ่านหนังสือที่มีหมอคอยตอบจดหมาย ก็บอกว่า ไม่ใช่ริดสีดวง มันคือเส้นเลือดที่ปูดออกมาต้องผ่าตัดเท่านั้น ไม่รู้เพราะหมอตอบมั่วหรือว่าสมัยก่อนเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ จึงทำให้ผมไม่ทำไร ปล่อยไปหลายปี
จนมันใหญ่ขึ้น ท้องผูกก็จะเจ็บมีเลือดออก แล้วก็ซื้อหนังสือเกี่ยวกับริดสีดวงมาอ่านทำความเข้าใจแล้วก็ทำใจ จึงไปหาหมอ
ผลปรากฏว่าหมอนัดผ่าตัด
ผมก็ไปผ่าตอนต้นเดือนกันยายน 2553
หมอนัดไปถึง 7.00น. ผมก็ไปแต่เช้า ไปนอนห้องรวม เจอะเลือดให้น้ำเกลือ แล้วก็ไม่ทำไร ห้ามกินน้ำกินยา ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว จนบ่ายก็ไปผ่าตัด ก็มีหมอวิสัญญี มาให้คำแนะนำต่างๆ
พอถึงเวลาก็ถูกเข็นไปห้องก่อนผ่าตัดก็มีถามเช็คว่าเราชื่ออะไรรู้ไหมมาทำอะไร ถามกันหลายรอบ ก็รู้สึกว่าคงป้องกันการผ่าตัดผิดได้ จนเข็นเข้าห้องผ่าตัด ก็หันหลังตะแคงข้าง ให้คุณหมอวิสัญญีมาฉีดยาบล็อคหลังครับ ฉีดเสร็จก็ไม่ถามเลยว่าชาหรือยัง ยังไง จับผมย้ายไปนอนเตียงผ่าตัดทันที โดยนอนคว่ำ หันก้น มีหมอนรองให้สูงนิดหน่อย แล้วพยาบาลห้องผ่าตัดก็สวยๆทั้งนั้น ก็จับผมถ่างขา และเริ่มใส่อะไรในรูทวารผม นิ้วเท้าผมยังขยับได้อยู่
ซักพักหมอก็เริ่มผ่า หมอบอกเป็นการผ่าตัดโดยใช้เครื่องมือ ซึ่งที่ผมอ่านเข้าใจว่าเป็น staple ซึ่งมันจะดันหัวริดสีดวงและตัดที่เหลือทั้งหมด นอกนั้นก็จะเย็บอย่างดี เจ็บน้อย แต่จากการถามหมอบอกว่าไม่ใช่ ถ้าใช้ staple ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก หมอก็ขยุกขยิกก้นผมอยู่ประมาณชั่วโมงนึง รู้สึกว่าพยาบาลจับต้นขาผม แต่นิ้วเท้าผมซักพักก็เริ่มขยับไม่ได้ และไม่รู้สึกแม้แต่ ความหน่วงๆที่ก้นเลย จนผ่าตัดเสร็จ ก็ขึ้นเตียงเข็นมาห้องพักฟื้น
ที่ห้องพักฟื้น ความดันผมก็ปกติ แต่ชีพจรผมต่ำมาก 40 -50 ครั้งต่อนาทีเท่านั้น แต่หมอบอกโอเค ก็ย้ายกลับห้องพัก ต้องพักถึง 6 ชม.ไม่ให้ยกศีรษะสูง ขาขยับไม่ได้ เอามือไปจับน้องชายส่วนตัวของผม ก็ยังไม่รู้สึกเลยครับ
แต่พอครบเวลา ก็มีพยาบาลมาให้ผมฉี่มาถามว่าฉี่หรือยังอยู่นั่น แล้วก็จะสวนผม ผมยังไม่รู้สึกแม้แต่ปวดฉี่เลย ก็พยายามฉี่ ก็ไม่ออก สุดท้ายโดนสวน แต่ก็สวนแค่ครั้งเดียว ต่อมาก็ฉี่ได้เอง แต่แสบมาก แสบเวลาฉี่เป็นอาทิตย์เลยครับ
แผลผ่าตัดก็ไม่ค่อยเจ็บแทบจะไม่รู้สึกเลยครับเจ็บน้อยมาก แต่เหลือหัวที่มันไม่ยอมยุบ หมอว่าเย็บไปแล้ว เดี๋ยวมันจะยุบลง พอไปหาตามนัดครั้งที่สอง ก็บอกว่าสงสัยจะไม่เล็กลงจะนัดผ่าตัดอีก เฮ้อ ผมเซ็งมากเสียเวลาแล้วทำผมไม่หายอีก ผมเกลียดการบล็อคหลังด้วยที่มันชา กลับมาก็ปวดศีรษะบ้าง และความอายที่คนที่ทำงานคอยถาม คอยพูดอยู่นั่นไม่จบ
ถ้าหมอนัดผ่าอีกยังไม่แน่ใจว่าจะผ่าหรือไม่เลยครับ
05 July 2010
เปลี่ยน template ใหม่
ไม่ได้เข้าซะนาน เลยเข้ามาซะหน่อย พบว่ามีรูปแบบใหม่ๆ ให้เลือกใช้งาน ก็เลยลองเปลี่ยนดูซะเลยครับ
ตอนแรกตั้งใจจะเข้ามาเพิ่มปุ่มแชร์ต่างๆใน เข้าไปเฉยๆ ตอนนี้เลยเพิ่มปุ่มแชร์ด้วย แล้วก็เปลี่ยนฉากหลังด้วยเลย 555++
ด้านล่างมีปุ่มแชร์แล้วนะครับ อิอิ
ตอนแรกตั้งใจจะเข้ามาเพิ่มปุ่มแชร์ต่างๆใน เข้าไปเฉยๆ ตอนนี้เลยเพิ่มปุ่มแชร์ด้วย แล้วก็เปลี่ยนฉากหลังด้วยเลย 555++
ด้านล่างมีปุ่มแชร์แล้วนะครับ อิอิ
09 March 2010
แก้ปัญหา dropdown menu ใน ASP.NET
ผมพบปัญหาในการแสดงผลของเมนูใน ASP.NET (C#) ปัญหาแรกคือ มันแสดงผลใน Internet Explorer 8 ไม่ได้ และ ปัญหาที่สองคือ มันมีปัญหากับ Google chrome
ผมหาวิธีแก้อยู่นานทีเดียว ส่วนนึงก็เพราะขี้เกียจด้วย หาอย่างขี้เกียจๆน่ะครับ แต่ไม่ค่อยจะเจอวิธีแก้เลย เลยคิดว่า ขนาดหาในเว็บภาษาอังกฤษยังเจอยากเลย มีคนโพสมากมายทั้งเว็บ ASP.NET ของ Microsoft ก็มีโพส แต่แก้ปัญหาไม่ได้ ฉะนั้น ภาษาไทยคงยิ่งหายากไปใหญ่ วันนี้เลยมาเขียนในนี้ เผื่อใครจะหาเจอ อิอิ
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
เริ่มที่ IE 8 ก่อน
เพิ่ม คำสั่งนี้ ในส่วนที่เราประกาศใช้
//( ชื่อ IE8FIX เป็นชื่ออื่นก็ได้ แต่ต้องไปตั้งใน CSS ให้ตรงกัน)
แล้วตั้ังใน CSS
ผมหาวิธีแก้อยู่นานทีเดียว ส่วนนึงก็เพราะขี้เกียจด้วย หาอย่างขี้เกียจๆน่ะครับ แต่ไม่ค่อยจะเจอวิธีแก้เลย เลยคิดว่า ขนาดหาในเว็บภาษาอังกฤษยังเจอยากเลย มีคนโพสมากมายทั้งเว็บ ASP.NET ของ Microsoft ก็มีโพส แต่แก้ปัญหาไม่ได้ ฉะนั้น ภาษาไทยคงยิ่งหายากไปใหญ่ วันนี้เลยมาเขียนในนี้ เผื่อใครจะหาเจอ อิอิ
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
เริ่มที่ IE 8 ก่อน
เพิ่ม คำสั่งนี้ ในส่วนที่เราประกาศใช้
แล้วตั้ังใน CSS
.IE8FIX
{
z-index:100;
}
ตรงส่วน z-index ที่อ่านหลายเว็บยังไม่เข้าใจ แต่เข้าใจว่าต้องใส่ค่ามากกว่า 1 จากการทดลองใส่เยอะๆ ก็มีผลเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าจะมีผลตอนไหน
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////
วิธีแก้ใน Google Chrome และ Safari
ใส่โค้ดเหล่านี้ใน Masterpage.cs ส่วนที่เป็น โค้ด C# นะครับ
protected override void AddedControl(Control control, int index)
{
if (Request.ServerVariables["http_user_agent"].IndexOf("Safari", StringComparison.CurrentCultureIgnoreCase) != -1)
{
this.Page.ClientTarget = "uplevel";
}
base.AddedControl(control, index);
}
ลองดูครับ คาดว่าน่าจะแก้ปัญหา Dropdown Menu ที่มีปัญหาได้นะครับ
21 February 2010
การดับทุกข์ของคนในโลกมี 3 วิธี
วันนี้ขอนำความจากหนังสือ ซึ่งเป็นคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ ลอกมาทั้งดุ้น มาเขียน blog ครั้งนี้เลย
การดับทุกข์ถ้าดูทั่วๆไปในโลกพบได้ว่ามันมีสัก 3 วิธี
วิธีที ๑. วีธีที่มากที่สุดคือ กลบเกลื่อนความทุกข์, กลบเกลื่อนความทุกข์ด้วย เอาเหยื่อล่อ, เอาอะไรมาหลอกมากลบเกลื่อนความทุกข์ หาอะไรมาทำให้เพลินๆ เป็นเหยื่อล่อไปเสีย, เรียกว่ากลบเกลื่อนความทุกข์, ไปหลงไหลในความสวยงามเอร็ดอร่อยสนุกสนาน ให้มันลืมความทุกข์ไปเสีย. นี่เขาใช้วิธีดับทุกข์ด้วยการกลบเกลื่อนความทุกข์ มันก็ได้ชั่วคราวเดี๋ยวใจ มันก็ต้องเปลี่ยนเป็นกลบเกลื่อนไม่ได้แล้ว ต้องหาอันใหม่มาอีกแล้ว, เดี๋ยวก็ต้องหาอันใหม่มาอีกแล้ว. นี่เป็นเหตุให้คนในโลกนี้ต้องมีกินอย่างนั้น, ต้องมีใช้อย่างนี้, ต้องมีแต่งตัวอย่างโน้น, เปลี่ยนแปลงเรื่อย เพื่อจะกลบเกลื่อนความทุกข์ ไปวันหนึ่งๆ กว่ามันจะตายเลิกกัน การดับทุกข์ด้วยการหาอะไรมากลบเกลื่อนความทุกข์นี้ ไม่ใช่วิธีของพุทธบริษัท คือมันไม่ตัดต้นเหตุ
วิธีที่๒. ทีนี้วิธีที่ดีที่ถูกต้องตามหลักของทางศาสนาก็คือ ประพฤติศีลธรรม จริยธรรมให้ถูกต้อง แล้วก็มีความสุขอย่างถูกต้อง, กลบเกลื่อนความทุกข์ หรือ ว่าแก้ไขความทุกข์ อย่างนี้ถาวรกว่า, ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักของศีลธรรมจริยธรรม รูัจักทำจิตใจให้สงบเย็นตามสมควร, ใช้คำว่าตามสมควร ตามสมควรของอัตภาพ, เป็นสัตบุรุษ เป็นวิญญูชนที่มีสติปัญญา ที่จะควบคุมความทุกข์ได้ มีความสุขอยู่ในระดับของคนธรรมดา, เรียกว่าโลกิยสุขที่ถูกต้องก็แล้วกัน นี้ก็เป็นวิธีหนึ่ง มีความสุขที่ถูกต้องตามหลักของจริยธรรมเสีย, ก็แก้ไขไปได้วิธีหนึ่ง
วิธีที่๓. มันเลิศหรือยอดสุดไปเลย สามารถจะศึกษาปฏิบัติจนอยู่เหนือความทุกข์ เข้าถึงความว่าง
ระดับมีอยู่ถึง ๓ ระดับ คือความทุกข์พื้นฐาน ระดับหนึ่ง, แล้วสูงขึ้นไปเป็นความสุข คือไม่ทุกข์, แล้วสูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่งคือความว่าง
----------------------------
ในขั้นที่ 3 ของการดับทุกข์นั้น รายละเอียดเยอะมาก เข้าใจยาก และเนื้อหาจะยาว จึงขอจบสั้นๆตรงนี้ก่อน ที่นำมาลงเพราะเห็นหลายคนใช้วิธีที่1 ซึ่งมันก็ไม่ได้แก้ปัญหา เดี๋ยวก็มาบ่นเรื่องเดิมอีกแล้ว ไม่ได้แก้ที่ใจกันเลย ไปทำนู่นทำนี่ให้หายเครียดชั่วคราว เดี๋ยวก็ปัญหาเดิมมาอีก บางครั้งก็เพิ่มปัญหามากกว่าเดิมอีก
:D
การดับทุกข์ถ้าดูทั่วๆไปในโลกพบได้ว่ามันมีสัก 3 วิธี
วิธีที ๑. วีธีที่มากที่สุดคือ กลบเกลื่อนความทุกข์, กลบเกลื่อนความทุกข์ด้วย เอาเหยื่อล่อ, เอาอะไรมาหลอกมากลบเกลื่อนความทุกข์ หาอะไรมาทำให้เพลินๆ เป็นเหยื่อล่อไปเสีย, เรียกว่ากลบเกลื่อนความทุกข์, ไปหลงไหลในความสวยงามเอร็ดอร่อยสนุกสนาน ให้มันลืมความทุกข์ไปเสีย. นี่เขาใช้วิธีดับทุกข์ด้วยการกลบเกลื่อนความทุกข์ มันก็ได้ชั่วคราวเดี๋ยวใจ มันก็ต้องเปลี่ยนเป็นกลบเกลื่อนไม่ได้แล้ว ต้องหาอันใหม่มาอีกแล้ว, เดี๋ยวก็ต้องหาอันใหม่มาอีกแล้ว. นี่เป็นเหตุให้คนในโลกนี้ต้องมีกินอย่างนั้น, ต้องมีใช้อย่างนี้, ต้องมีแต่งตัวอย่างโน้น, เปลี่ยนแปลงเรื่อย เพื่อจะกลบเกลื่อนความทุกข์ ไปวันหนึ่งๆ กว่ามันจะตายเลิกกัน การดับทุกข์ด้วยการหาอะไรมากลบเกลื่อนความทุกข์นี้ ไม่ใช่วิธีของพุทธบริษัท คือมันไม่ตัดต้นเหตุ
วิธีที่๒. ทีนี้วิธีที่ดีที่ถูกต้องตามหลักของทางศาสนาก็คือ ประพฤติศีลธรรม จริยธรรมให้ถูกต้อง แล้วก็มีความสุขอย่างถูกต้อง, กลบเกลื่อนความทุกข์ หรือ ว่าแก้ไขความทุกข์ อย่างนี้ถาวรกว่า, ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักของศีลธรรมจริยธรรม รูัจักทำจิตใจให้สงบเย็นตามสมควร, ใช้คำว่าตามสมควร ตามสมควรของอัตภาพ, เป็นสัตบุรุษ เป็นวิญญูชนที่มีสติปัญญา ที่จะควบคุมความทุกข์ได้ มีความสุขอยู่ในระดับของคนธรรมดา, เรียกว่าโลกิยสุขที่ถูกต้องก็แล้วกัน นี้ก็เป็นวิธีหนึ่ง มีความสุขที่ถูกต้องตามหลักของจริยธรรมเสีย, ก็แก้ไขไปได้วิธีหนึ่ง
วิธีที่๓. มันเลิศหรือยอดสุดไปเลย สามารถจะศึกษาปฏิบัติจนอยู่เหนือความทุกข์ เข้าถึงความว่าง
ระดับมีอยู่ถึง ๓ ระดับ คือความทุกข์พื้นฐาน ระดับหนึ่ง, แล้วสูงขึ้นไปเป็นความสุข คือไม่ทุกข์, แล้วสูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่งคือความว่าง
----------------------------
ในขั้นที่ 3 ของการดับทุกข์นั้น รายละเอียดเยอะมาก เข้าใจยาก และเนื้อหาจะยาว จึงขอจบสั้นๆตรงนี้ก่อน ที่นำมาลงเพราะเห็นหลายคนใช้วิธีที่1 ซึ่งมันก็ไม่ได้แก้ปัญหา เดี๋ยวก็มาบ่นเรื่องเดิมอีกแล้ว ไม่ได้แก้ที่ใจกันเลย ไปทำนู่นทำนี่ให้หายเครียดชั่วคราว เดี๋ยวก็ปัญหาเดิมมาอีก บางครั้งก็เพิ่มปัญหามากกว่าเดิมอีก
:D
22 January 2010
เมืองพุทธ แต่...โคตร งมงาม
วันนี้เขียน Blog ดีกว่า 555
สืบเนื่องจาก ข่าวที่มีเบอร์โทรแปลกๆโทรเข้ามาแล้วทำให้ตายได้ มีการพูดกันหนาหู
ที่ออฟฟิตผมก็พูดกันอย่างจริงจัง เชื่อ เช่นเดิม ผมมาวิเคราะห์ดูแล้ว หาเหตุผลที่จะเป็นไม่ได้เลยครับ
พระพุทธเจ้าไม่ทรงให้เชื่ออะไรง่ายๆ โดยมีหลักกาลามสูตรถึงสิบอย่าง สรุปง่ายๆคือ อย่าเชื่อง่ายๆ ให้พิจารณาให้ถี่ถ้วนดีซะก่อนถึงจะเชื่อ อย่าเชื่อแม้เป็นคำพูดพระพุทธเจ้าเอง
เคยเล่นเกมส์ที่มีคนแรกอ่านเรื่องแล้วไปเล่าเรื่องให้คนที่สองฟัง
คนที่สองฟังแล้วเล่าให้คนที่สามฟัง......ต่อไปเรื่อยๆ ไหมครับ
พอถึงคนสุดท้าย ก็ให้คนสุดท้ายมาเล่า ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร ที่ผมเคยเล่น เคยเห็นมา ไม่เคยมีึครั้งไหน ที่เรื่องมันครบเหมือนคนแรกเล่าเลยซักครั้งเดียว
สาเหตุคงเพราะ สมองคนเรามีสมองส่วนความจำระยะสั้น ซึ่งจำได้จำกัด ถ้าเกินความสามารถก็จะจำไม่ได้ แล้วถ้าสมองของเราจะมีส่วนที่จับสิ่งที่น่าสนใจอยู่ ถ้าฟังบางอย่างหรือรับรู้บางอย่าง แล้วเราจะรู้สึกว่าน่าสนใจในบางอย่าง แตกต่างกันไปครับ
พอเราจับบางอย่างที่สนใจสมองก็จำทบทวนข้อมูลนั้น เมื่อทบทวนหรือมีการใช้ข้อมูลส่วนนั้นบ่อยๆ สมองจะบันทึกไว้ในส่วนความจำถาวร
และเมื่อสมองที่เคยเก็บไว้ในความจำถาวรแล้วยังมีการเรียกใ้ช้บ่อย สมองจะรับรู้ว่านี่คือข้อมูลที่สำคัญ จะเก็บข้อมูลนี้ไว้อย่างดีและเรียกใช้ได้ง่าย แต่ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ เวลาเจอก็จะนึกออก แต่บางครั้งก็เรียกมาใช้ไม่ค่อยได้ เช่นคิดไม่ค่อยออก
จากที่อธิบายมา พอมาวิเคราะห์เรื่องข่าวนี้ ก็เป็นไปได้ว่า คนรับรู้มาแค่ไหนก็สนใจตรงส่วนนั้นเช่น "รับโทรศัพท์", "ตาย" นี่คือส่วนที่สมองเราจะสนใจ ส่วนรายละเอียดก็ต่างคนต่างจะเก็บข้อมูลกันไป แล้วก็นำไปเ่ล่ากันต่อ คนฟังก็จำได้ไม่หมด เพราะเก็บไว้แค่สมองส่วนความจำระยะสั้น แล้วก็นำความจำที่จำได้ไม่หมด ไปเล่าต่อ และเติมให้เป็นเรื่องเดียวกัน ให้คนฟังรู้เรื่อง จึงมีการเติมเข้าไป สุดท้าย เรื่องก็ไปกันใหญ่
แต่ปัญหาคือคนไทยเรา ฟังเรื่องอะไรมา แล้วเชื่อง่ายเหลือเกิน ทั้งที่หลายๆครั้ง ผมไม่เห็นว่ามันจะน่าเชื่อตรงไหน แล้วเวลาต่อมา ก็มีผลมาพิสูจน์ แต่คนที่เชื่อง่ายๆ พวกนี้ก็ไม่เคยมานึกว่า คราวที่แล้วเราเชื่อง่ายไปนะ เราคิดผิดนะ ได้แต่ไหลไปตามกระแสเรื่อยๆ
สืบเนื่องจาก ข่าวที่มีเบอร์โทรแปลกๆโทรเข้ามาแล้วทำให้ตายได้ มีการพูดกันหนาหู
ที่ออฟฟิตผมก็พูดกันอย่างจริงจัง เชื่อ เช่นเดิม ผมมาวิเคราะห์ดูแล้ว หาเหตุผลที่จะเป็นไม่ได้เลยครับ
พระพุทธเจ้าไม่ทรงให้เชื่ออะไรง่ายๆ โดยมีหลักกาลามสูตรถึงสิบอย่าง สรุปง่ายๆคือ อย่าเชื่อง่ายๆ ให้พิจารณาให้ถี่ถ้วนดีซะก่อนถึงจะเชื่อ อย่าเชื่อแม้เป็นคำพูดพระพุทธเจ้าเอง
เคยเล่นเกมส์ที่มีคนแรกอ่านเรื่องแล้วไปเล่าเรื่องให้คนที่สองฟัง
คนที่สองฟังแล้วเล่าให้คนที่สามฟัง......ต่อไปเรื่อยๆ ไหมครับ
พอถึงคนสุดท้าย ก็ให้คนสุดท้ายมาเล่า ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร ที่ผมเคยเล่น เคยเห็นมา ไม่เคยมีึครั้งไหน ที่เรื่องมันครบเหมือนคนแรกเล่าเลยซักครั้งเดียว
สาเหตุคงเพราะ สมองคนเรามีสมองส่วนความจำระยะสั้น ซึ่งจำได้จำกัด ถ้าเกินความสามารถก็จะจำไม่ได้ แล้วถ้าสมองของเราจะมีส่วนที่จับสิ่งที่น่าสนใจอยู่ ถ้าฟังบางอย่างหรือรับรู้บางอย่าง แล้วเราจะรู้สึกว่าน่าสนใจในบางอย่าง แตกต่างกันไปครับ
พอเราจับบางอย่างที่สนใจสมองก็จำทบทวนข้อมูลนั้น เมื่อทบทวนหรือมีการใช้ข้อมูลส่วนนั้นบ่อยๆ สมองจะบันทึกไว้ในส่วนความจำถาวร
และเมื่อสมองที่เคยเก็บไว้ในความจำถาวรแล้วยังมีการเรียกใ้ช้บ่อย สมองจะรับรู้ว่านี่คือข้อมูลที่สำคัญ จะเก็บข้อมูลนี้ไว้อย่างดีและเรียกใช้ได้ง่าย แต่ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ เวลาเจอก็จะนึกออก แต่บางครั้งก็เรียกมาใช้ไม่ค่อยได้ เช่นคิดไม่ค่อยออก
จากที่อธิบายมา พอมาวิเคราะห์เรื่องข่าวนี้ ก็เป็นไปได้ว่า คนรับรู้มาแค่ไหนก็สนใจตรงส่วนนั้นเช่น "รับโทรศัพท์", "ตาย" นี่คือส่วนที่สมองเราจะสนใจ ส่วนรายละเอียดก็ต่างคนต่างจะเก็บข้อมูลกันไป แล้วก็นำไปเ่ล่ากันต่อ คนฟังก็จำได้ไม่หมด เพราะเก็บไว้แค่สมองส่วนความจำระยะสั้น แล้วก็นำความจำที่จำได้ไม่หมด ไปเล่าต่อ และเติมให้เป็นเรื่องเดียวกัน ให้คนฟังรู้เรื่อง จึงมีการเติมเข้าไป สุดท้าย เรื่องก็ไปกันใหญ่
แต่ปัญหาคือคนไทยเรา ฟังเรื่องอะไรมา แล้วเชื่อง่ายเหลือเกิน ทั้งที่หลายๆครั้ง ผมไม่เห็นว่ามันจะน่าเชื่อตรงไหน แล้วเวลาต่อมา ก็มีผลมาพิสูจน์ แต่คนที่เชื่อง่ายๆ พวกนี้ก็ไม่เคยมานึกว่า คราวที่แล้วเราเชื่อง่ายไปนะ เราคิดผิดนะ ได้แต่ไหลไปตามกระแสเรื่อยๆ
สุดท้ายสรุปคือ อย่าเชื่อง่ายๆ หาข้อมูลเยอะๆ คิดให้ดีๆ
สรุปอีกรอบ อย่าเชื่อทักษิณมากนัก ผมจับผิดมันได้ไม่รุ้กี่ครั้งแล้ว เหอๆๆ
17 January 2010
แก่งกระจาน
เช้าวันอาทิตย์ ผมตื่นแต่เช้า ตั้งใจมาำทำงานตอนเช้าๆ ไหนๆแล้ว เขียน blog ดีกว่า
หลังจากผมไปเขากระโจมแล้ว วันที่ 5 ธันวาคม 2552 ผมก็ไป อุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน
ซึ่งผมเคยไปมาแล้วครั้งนึง หลายปีก่อน มาครั้งนี้ ค่อนข้างแปลกใจ เพราะคนเยอะมากๆ แน่นไปหมด ผิดกับคราวก่อนที่ไปแล้วไม่มีคนเลย
ครั้งนี้เราพักที่บ้านกร่าง โดยจองที่ด้านล่างก่อน หลังจองไม่นาน ก็พบว่าบ้านกร่างเต็มไปพักด้านบนไม่ได้แล้ว ขึ้นไปด้านบน คนเยอะมากรถเยอะ ก็พักกางเต้นท์กันธรรมดา และครั้งนี้ได้จุดเทียนชัยถวายพระพรเนื่องในวันที่ 5 ธันวาคม ด้วย เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่จุดเทียนชัย กลางป่า ยืนร้องเพลงกัน ไม่มีเปิดเพลงทางลำโพงอะไร บางคนนำเทียนใหญ่แบบเทียนพรรษามาด้วย 555
พอตอนเช้าก็จองรถไว้เพื่อขึ้นพะเนินทุ่งไปดูทะเลหมอก ซึ่งตอนแรกเราตั้งใจไปพักบนนั้นแต่เต็ม ครั้งนี้ก็ต่างจากครั้งแรกมาก เพราะคนเยอะมาก คราวที่แล้วขึ้นไปเจอฝรั่ง 2 คนเอง
ความรู้สึกแย่ๆ ก็มาจากคนเยอะๆ รถเยอะๆ นี่ล่ะครับ แล้วแย่งกันขึ้น หลายคนก็นำนิสัยเสียๆมาใช้ที่นี่ เขาพะเนินทุ่งมีเวลาขึ้น เวลาลง เนื่องจากทางแคบ และชัน แต่คนหลายคนก็จะแซงสวนไปเลยเพราะเห็นรถข้างหน้าไม่วิ่ง แล้วจะไปได้อย่างไร ก็ไปติดกันข้างหน้า คนอื่นเขาก็รีบกัน ผมเซ็งมาก
มาครั้งนี้รถเยอะ เราไม่ได้เห็นไก่ป่า หรือสัตว์อื่นตามข้างถนนเลย ผิดกับคราวที่แล้วพบไก่ป่าเยอะมาก แต่เราก็ได้พบลิงป่า ตัวโตสีดำ ระหว่างที่จอดรถรอเวลาลงได้นั่นเอง
แต่ก็มีสิ่งน่าหงุดหงิดอีก คือคนนี่ล่ะครับ พอเริ่มเห็นก็ตะโกนเรียกเพื่อนๆมาดู จากนั้นก็ตะโกนเรียกมันให้มาหาให้หันมาชัดๆ จากนั้นก็ตบมือเสียงดังเพื่อเรียกมัน มันเป็นสัตว์ป่า มันคงมาหรอกครับ ตบมือเรียกสุนัขที่บ้าน มันยังไม่ค่อยจะมาเลย ซักพัก จากที่มันหากินอยู่ตรงนั้น มันก็กระโดดหนีไป
ผมว่าเรามาเที่ยวกันคนเยอะๆ ก็รบกวนป่ามากแล้วนะครับ ยังมาเสียงดังรบกวนสัตว์ป่าอีก คนเรานี่คิดถึงแต่ตัวเองไม่คิดถึงสัตว์ และอื่นๆเลยนะครับ ผมไม่อยากให้ไปรบกวนป่าอย่างนั้นเลย
หลายครั้งไปเที่ยวที่ไหน ก็จะพบขยะเสมอๆ อย่างที่ไปภูกระดึงเดินตั้งหลายกิโล ก็เจอ ฝาขวดน้ำ ถุงขนม เดินไกลขนาดนั้น ใครจะมาเก็บให้คุณล่ะ มันไม่ได้หนักมาก พามันมาแล้วก็พามันกลับไปด้วยสิครับ พอเดินเหนื่อย ทำมันตกแล้วก็ปล่อยมันไป ไ่ม่สนใจ เห็นแก่ตัวมากๆ
บ่นจบแล้ว คืออยากให้ทุกคนอย่าทำลายสิ่งแวดล้อมกันนักเลยครับ อิอิ ทำงานต่อดีกว่า
หลังจากผมไปเขากระโจมแล้ว วันที่ 5 ธันวาคม 2552 ผมก็ไป อุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน
ซึ่งผมเคยไปมาแล้วครั้งนึง หลายปีก่อน มาครั้งนี้ ค่อนข้างแปลกใจ เพราะคนเยอะมากๆ แน่นไปหมด ผิดกับคราวก่อนที่ไปแล้วไม่มีคนเลย
ครั้งนี้เราพักที่บ้านกร่าง โดยจองที่ด้านล่างก่อน หลังจองไม่นาน ก็พบว่าบ้านกร่างเต็มไปพักด้านบนไม่ได้แล้ว ขึ้นไปด้านบน คนเยอะมากรถเยอะ ก็พักกางเต้นท์กันธรรมดา และครั้งนี้ได้จุดเทียนชัยถวายพระพรเนื่องในวันที่ 5 ธันวาคม ด้วย เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่จุดเทียนชัย กลางป่า ยืนร้องเพลงกัน ไม่มีเปิดเพลงทางลำโพงอะไร บางคนนำเทียนใหญ่แบบเทียนพรรษามาด้วย 555
พอตอนเช้าก็จองรถไว้เพื่อขึ้นพะเนินทุ่งไปดูทะเลหมอก ซึ่งตอนแรกเราตั้งใจไปพักบนนั้นแต่เต็ม ครั้งนี้ก็ต่างจากครั้งแรกมาก เพราะคนเยอะมาก คราวที่แล้วขึ้นไปเจอฝรั่ง 2 คนเอง
ความรู้สึกแย่ๆ ก็มาจากคนเยอะๆ รถเยอะๆ นี่ล่ะครับ แล้วแย่งกันขึ้น หลายคนก็นำนิสัยเสียๆมาใช้ที่นี่ เขาพะเนินทุ่งมีเวลาขึ้น เวลาลง เนื่องจากทางแคบ และชัน แต่คนหลายคนก็จะแซงสวนไปเลยเพราะเห็นรถข้างหน้าไม่วิ่ง แล้วจะไปได้อย่างไร ก็ไปติดกันข้างหน้า คนอื่นเขาก็รีบกัน ผมเซ็งมาก
มาครั้งนี้รถเยอะ เราไม่ได้เห็นไก่ป่า หรือสัตว์อื่นตามข้างถนนเลย ผิดกับคราวที่แล้วพบไก่ป่าเยอะมาก แต่เราก็ได้พบลิงป่า ตัวโตสีดำ ระหว่างที่จอดรถรอเวลาลงได้นั่นเอง
แต่ก็มีสิ่งน่าหงุดหงิดอีก คือคนนี่ล่ะครับ พอเริ่มเห็นก็ตะโกนเรียกเพื่อนๆมาดู จากนั้นก็ตะโกนเรียกมันให้มาหาให้หันมาชัดๆ จากนั้นก็ตบมือเสียงดังเพื่อเรียกมัน มันเป็นสัตว์ป่า มันคงมาหรอกครับ ตบมือเรียกสุนัขที่บ้าน มันยังไม่ค่อยจะมาเลย ซักพัก จากที่มันหากินอยู่ตรงนั้น มันก็กระโดดหนีไป
ผมว่าเรามาเที่ยวกันคนเยอะๆ ก็รบกวนป่ามากแล้วนะครับ ยังมาเสียงดังรบกวนสัตว์ป่าอีก คนเรานี่คิดถึงแต่ตัวเองไม่คิดถึงสัตว์ และอื่นๆเลยนะครับ ผมไม่อยากให้ไปรบกวนป่าอย่างนั้นเลย
หลายครั้งไปเที่ยวที่ไหน ก็จะพบขยะเสมอๆ อย่างที่ไปภูกระดึงเดินตั้งหลายกิโล ก็เจอ ฝาขวดน้ำ ถุงขนม เดินไกลขนาดนั้น ใครจะมาเก็บให้คุณล่ะ มันไม่ได้หนักมาก พามันมาแล้วก็พามันกลับไปด้วยสิครับ พอเดินเหนื่อย ทำมันตกแล้วก็ปล่อยมันไป ไ่ม่สนใจ เห็นแก่ตัวมากๆ
บ่นจบแล้ว คืออยากให้ทุกคนอย่าทำลายสิ่งแวดล้อมกันนักเลยครับ อิอิ ทำงานต่อดีกว่า
15 January 2010
Subscribe to:
Posts (Atom)