16 June 2011

มองหมาแล้วเห็นธรรมะ

เคยมองสุนัขแล้วเห็นธรรมะไหมครับ

ผมมองสุนัขที่บ้านผมเอง แล้วก็รู้สึกเห็นธรรมะเล็กๆ ทำไมถึงพูดงั้นหนอ.....^^

คือสุนัขที่บ้านผม ชื่อ"ซองก้า"  มันจะมีนิสัย หลายอย่าง ที่กวนประสาท ดูแล้วตลกดี
แต่จะติดพี่ชายผมมาก ผมออกไปทำงานทั้งวันเข้าบ้านมามันก็นอนเฉย อย่างมากก็มองๆ กระดิกหางนิดๆ แต่ถ้าพี่ชายผมมาล่ะก็จะลุกขึ้นทันที มีอาการทุรนทุรายเลยครับ

แล้วพี่ชายผมก็เคยเอาขึ้นรถกระบะส่งของที่บ้าน พาไปเที่ยวบ้านที่พี่ชายผมซื้อเอาไว้ มันเป็นสุนัขที่ชอบเที่ยวกระมัง แต่เราก็มักจะขังมันไว้ในบ้าน เพราะเกรงจะโดนรถชนตาย แต่ครั้งใดที่ไม่ได้ปิดประตูดีๆ มันจะวิ่งทั่วไปหมด ข้ามถนนไปมา เป็นที่หวาดเสียวยิ่งนัก

เวลาคนงานจะเอาของที่บ้านไปส่ง ก็จะขับรถกระบะมาจอดหน้าบ้าน มันได้ยินเสียง มันก็จะลุกขึ้นมา
วิ่งไปดมที่ร่องประตู (ปกติมันจะนอนไม่สนใจอะไรในตอนเช้า) พอดมแล้วไม่มีกลิ่นพี่ชาย มันก็นอน แต่ซักพักก็เหมือนจิตใจไม่สงบ ลุกขึ้นมาอีก แล้วก็เริ่มร้อง เหมือนเจ็บปวด (อิ๋งๆๆๆ ) รวมทั้งร้องคล้ายหอน  แล้วก็เริ่ม วิ่งไป วิ่งมา แล้วก็กระโดดยืนบนประตูด้วย เพื่อมองออกไป ว่าพี่ชายผมมาป่าว พี่ชายผมจะขับรถไปไหน ซึ่งพี่ชายผม ไม่ได้ตื่นลงมาเลยด้วยซ้ำ  ผมมองมันแล้วก็สงสาร มันคงทรมานในใจน่าดูเลย เพราะความอยาก ตามสัญชาติญาณมัน แล้วมันก็ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง จะไปเทศน์ให้มันฟังยังไง มันก็คงไม่เข้าใจ มันก็ได้แต่ลุกลี้ ลุกลน ทรมาน

ผมก็มาคิดว่า เพราะมันมีความอยากแท้ๆเลย ถึงได้รู้สึกทรมาน มีทุกข์ เพราะอยากจะออกไป คิดว่าพี่ชายผมมา ต่างๆนานาๆ เป็นกิเลสตัวนึงแท้ๆ ถ้ามันไม่มีตรงนี้ มันก็คงนอนเหมือนปกติทุกวัน ในตอนเช้า  แล้วผมก็คิดว่า คนเราก็คงเหมือนกัน เวลาเกิดกิเลสขึ้นก็รู้สึกทุรนทุราย จิตใจไม่สงบสุข อยากได้ อยากเป็น แค่ทำใจไม่คิดอยาก มันก็ไม่ต้องรู้สึกทรมานแล้วเนอะ

16 March 2011

ความประทับใจจากเสียงโทรศัพท์

เมื่อวานมีสายโทรศัพท์เข้ามา เป็นเพื่อนของเพื่อนสมัยเรียนมหาลัย  ซึ่งเขาเรียนคนละคณะ เราไม่ได้สนิทกันมากมาย เบอร์โทรผมก็ไม่มี เจอบ้างบางครั้ง แล้วจำไม่ได้ว่าอย่างไร ผมก็ได้อีเมล์เขามาอยู่ในลิสต์ MSN ของผม และก็มีเบอร์โทรด้วย

เขามักจะโทรมาถามเรื่องคอม ส่งไฟล์มาให้ช่วยทำ แต่ก็เงียบไปพักนึงแล้ว

เมื่อวานมีสายของเขาเข้ามา ให้ช่วยเหมือนเดิม ผมก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่ก่อนวางสายเขาก็บอกว่าขอบคุณ เขาโทรหาใครก็ไม่มีใครรับเลย แต่โทรหาผมผมรับทุกครั้ง

ผมมาคิดถึงคำพูดนี้ ก็รู้สึกดี เพราะผมคิดว่าใครจะโทรมาจะน่ารำคาญยังไงก็ควรรับเพราะไม่รู้ว่าเขาจะโทรมาคุยครั้งนี้มีเรื่องอะไร ถ้าไม่รับก็ไม่รู้ นอกจากคุยแล้วไม่รู้เรื่องจริงๆ ผมถึงจะไม่รับหรือยุ่งจัดๆก็จะโทรกลับไปทีหลัง

จากคำพูดของเขาเล็กน้อยผมก็รู้สึกว่าที่ผมคิดนั้นถูกแล้ว บางครั้งไม่ได้ช่วยอะไรมากแต่รับโทรศัพท์ช่วยคนที่เขาเดือดร้อน เขาก็รู้สึกดีแล้ว

ผมเคยรับโทรศัพท์ของคนที่มักจะโกหกผมประจำ วันนั้นก็โทรมาตอนตี3กว่าคุยไปชั่วโมงกว่าว่ากลุ้มใจเป็นโรคประจำตัวอย่างนึง เครียดมาก ผมก็รับฟังเขาเพราะเห็นว่าเขาไม่สบายใจทั้งที่แสนง่วง คุยไปชั่วโมงกว่าได้ แล้วก็วางสาย  หลังจากนั้นพักนึงคุยกับเขาถามเรื่องสุขภาพเขา เขาก็ว่ารู้นานแล้วว่าเป็น ตั้งแต่หลายปีแล้ว  แล้วที่คุยกับผมเมื่อไม่นานที่โทรมาตี3 ก็แสดงว่าโกหก คงจะมีเรื่องไม่สบายใจ แล้วก็โทรมาหาเรื่องคุย

ผมก็คิดว่าผมทำถูกแล้ว และผมจะรับโทรศัพท์ทุกสายต่อไปไม่หนีหน้าไป แบบไม่มีมารยาท

07 March 2011

ลืมโทรศัพท์ไว้ในห้องน้ำ

วันนี้ไปเข้าห้องน้ำ แล้วลืมโทรศัพท์ในห้องน้ำ โดยวางไว้บนกล่องทิชชู่ เพราะกลัวเผลอทำตก
แล้วก็ลืมไว้จนได้  จนพี่อีกคนหยิบมาแล้วถามหัวหน้าว่าไม่รู้ของใคร ผมก็นึกออกทันทีว่าวางไว้ น่าจะ
ไม่ได้หยิบมา

เลยคลำดู ลืมจริงๆด้วย เลยบอกว่าของผมแน่ๆเลยครับ

 ได้คืนมาด้วย โชคดีจริงๆ

05 March 2011

ไม่ขอก็ไม่ได้

จากความคิดที่ว่า  ”ไม่ขอ ก็ไม่มีทางได้”  ผมใช้ความคิดนี้กับอะไรบ้าง
ผมไปซื้อของ แล้วก็ขอต่อราคาครับ ตอนนี้กำลังคิดว่าจะบันทึกเป็นยอดเลยดีไหมว่าขอต่อได้เท่าไร เพราะนั่นเท่ากับผมประหยัดไปได้เท่านั้น
ผมไปซื้อเม้าส์ โดยไปดูๆ แล้วก็ถามว่าลดอีกได้ไหม เขาก็ไปถามคนขายอีกคน แล้วก็ว่าลดได้50บาท จากราคาเต็ม 450 แล้วผมก็ซื้อจอยเล่นเกมส์อีก ราคาเต็ม 120 อันนี้ผมหยิบก่อน แล้วค่อยถามว่า ลดอีกได้ไหม เขาว่าลดได้แค่ 10 บาท เป็น 110 บาท
เท่ากับว่าวันนี้ผมประหยัดไปได้ 60 บาท จากการขอส่วนลด ถ้าไม่ขอ ก้ไม่ได้ส่วนลด โดนราคาเต็ม

18 December 2010

ผ่าตัดริดสีดวงรอบสาม

หลังจากผ่าครั้งที่สอง ริดสีดวงก็เล็กมาก แทบจะไม่มีหัวออกมาอีกแล้ว แต่แล้วอยู่ดีๆ มันก็เริ่มมีอาการเจ็บ ที่เนื้อด้านนอก ซึ่งผมไม่เคยเป็นมาก่อนเลย ทุกครั้งเป็นจากหัวริดสีดวงด้านใน นี่เป็นด้านนอก  ดันเข้าไปก็ไม่สำเร็จ แล้วผมก็เดินทางไปเที่ยว เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน นั่งรถนานมาก ยิ่งอักเสบมากขึ้นๆ  บวมเป็นลูกเลยครับ   หลังสัมผัสหลายครั้ง ก็มั่นใจว่ามันเป็นข้างนอก จึงดันยังไงก็ไม่เข้า

ผมเพิ่มยาทาน ซื้อยาเหน็บมาใช้ ก็ไม่ได้ผล การเที่ยวผ่านไปแบบทรมานมาก ไม่อยากเดิน ไม่อยากเปลี่ยนท่าทางเลย อยู่ท่าไหน อยากอยู่อย่างนั้นต่อไป ปกติไปเที่ยวผมไม่สนใจ จะเดินมาก เพื่อวิวที่สวย เผื่อถ่ายรูปได้ แต่นี่ไป เลี่ยงได้ ผมเลี่ยงไม่ลงรถ

กลับมาผมก็ไปทำงาน หนึ่งวัน อย่างลำบาก เดินนั่งอย่างระวัง แล้วอีกหนึ่งวันก็ไปหาหมอ โดยโทรไปเลื่อนนัดก่อน  ไปถึง ผลที่ได้คือ หมอนัดผ่าตัดอีกครั้ง และเป็นผ่าตัดใหญ่ คิดไว้แล้วเชียว เพราะที่อ่านเจอในหนังสือ เหมือนว่าถ้าเป็นข้างนอกแทบไม่มีวิธีทำอย่างอื่นได้เลย และจะเจ็บปวดกว่ามากๆด้วย หมอบอกว่าเลือดมันไปคลั่งที่หัวริดสีดวงข้างนอก ต้องผ่าเท่านั้น ปล่อยไว้ก็ยิ่งอักเสบ แล้วถามหมอว่าทำไมเลือดถึงคลั่ง หมอว่าริดสีดวงเลือดมันไปเลี้ยงอยู่แล้ว มีโอกาสเป็นได้อยู่แล้ว   ผมซวยจริงๆสินะ

ตั้งใจจะต่อรองหมอขอติดกับวันหยุด แต่หมอว่าคิวแน่นมาก ถ้าวันนี้จัดเป็นฉุกเฉินได้ จึงยอมผ่าวันนั้นเลย

การผ่าก็คล้ายครั้งแรกนั่นแหล่ะครับ แต่ต่างที่รายละเอียด ไม่มีการสวนทวารก่อนไปผ่า ตอนบล็อคหลัง ก็ลำบากกว่าครั้งแรกมาก จิ้มแล้วไม่ได้ ตั้งหลายครั้ง จนปวดหลังไปหมด แต่ผลหลังบล็อคหลัง หมดฤทธิ์ชาได้เร็วกว่า ทำให้ปัสสาวะเองได้ ไม่ต้องสวนแล้ว

การผ่าก็ผ่าประมาณ 1 ชม. แล้วก็ออกมาห้องพักฟื้น 1 ชม.แล้วก็กลับห้อง แต่คราวนี้เจ็บปวดกว่ามากๆ ถ้านับความเจ็บปวด ครั้งแรก เจ็บน้อยสุด แค่คันๆ ยิบๆ จี๊ดๆเป็นช่วงๆ ครั้งสองเจ็บมากขึ้น ครั้งสามนี่ ทรมานเลยครับ

คืนแรกทรมานมาก จนต้องขอยาเพิ่ม ก็ไม่พอ ได้ยาฉีดมา จำชื่อยาไม่ได้ เป็นตัว P เป็นกลุ่มยาเสพติด คล้ายมอร์ฟีน มีผลข้างเคียงคืออาจจะเวียนหัว คลื่นไส้ แล้วผมก็เป็นมากด้วย หลังฉีดก็ยังปวดอยู่ดี แล้วลุกไปยืนจะปัสสาวะในห้องน้ำ ก็เวียนหัวมาก เหมือนจะเป็นลม จะอาเจียนเลย  แทบทนไม่ไหว ต้องรีบเดินกลับมานอนที่เตียง ดีว่าครั้งนี้ พักห้องเดี่ยว เลยเดินใกล้หน่อย

ความปวดก็ค่อยๆน้อยลง แต่ปวดตอนกลางคืนมาทุกวันเลย ตีสามครึ่ง นั่นคือเวลาที่ปวดมาซักพักแล้วแต่พอจะลุกมาดูนาฬิกาได้  เวลาเริ่มปวดก่อนหน้านั้นนิดหน่อย  ผ่านมาหลายคืน เมื่อคืนก็ยังปวดอยู่ เดี๋ยวคืนนี้ก่อนนอนจะลองกินยาพารา แก้ปวดดู ซึ่งพาราเขาก็เขียนว่าไม่ควรกินต่อเนื่องเกิน 7 วัน แต่ผมกินเกินไปแล้วแน่ๆ เพียงแต่ไม่ได้กินทั้งวัน

ตอนนี้ก็ยังไม่หายเลยครับ เดินลำบาก ถ่ายลำบาก เพราะมันท้องผูกตั้งแต่วันแรก ก็บล็อคหลัง แล้วก็ปวดอีก เลยไมได้ถ่าย พอจะถ่าย ก็เป็นของเก่าที่ค้างไว้ อุจจาระแข็งมาก นั่งหลายครั้ง กว่าจะออกมาทีละนิด  ไม่อยากเบ่งมาก พยายามไม่เบ่งจนเกินไป วันนึงถ่ายถึง 2-3 ครั้ง ครั้งล่าสุด เริ่มมีลักษณะ ใกล้เคียงปกติมากขึ้นแล้วครับ เวลาเดินก็ลำบากนั่งก็ปวดหน่อยๆ มีเลือดซึมมาตลอด เลยใส่ผ้าอ้อมไว้ซับเลือด มีกลิ่นพอสมควรด้วย น่าจะเป็นกลิ่นเลือด หรือน้ำเหลืองน้ำหนอง พรุ่งนี้ก็วันอาทิตย์แล้ว ไม่รู้วันจันทร์จะไปทำงานไหวหรือป่าว แต่ถ้าอาการอย่างนี้ บอกตรงๆว่าไม่ไหวแน่  แต่หมอเขียนใบรับรองให้หยุดถึง 2 สัปดาห์ไปเลยครับ

หวังว่าครั้งนี้ครั้งสุดท้ายแล้วนะ คนอะไรผ่าตั้งสามครั้ง แล้วติดๆกันด้วย

ผ่าตัดริดสีดวงรอบสอง

วันที่ 23 พ.ย. 53 กระผมก็ไปตรวจกับคุณหมอตามนัด ปกติ หลังจากผ่าครั้งแรกไปแล้ว ซึ่งยังมีหัวริดสีดวงขนาดเล็กลงนิดหน่อย ออกมาอยู่เวลาถ่าย แต่ก็ดันกลับได้ไม่ยากนัก  ตั้งใจไว้ว่า จะไม่ผ่าตัดอีก

แต่พอเจอหมอ หมอก็บอกว่านัดผ่าตัดวันนี้เลย  เป็นผ่าตัดเล็ก ฉีดยาชา แล้วก็กลับบ้านได้เลย ผมเลยคิดว่าไม่ใช่ผ่าตัดใหญ่แบบต้องนอนโรงพยาบาลอะไร เลยตกลงเอา

หมอก็นัดตอนบ่ายมาใหม่ ก็ขับรถมาแล้วก็ไปที่ห้องฉุกเฉิน ทำการผ่า ก็ไปนอนคว่ำบนเตียงคล้ายๆครั้งแรก แต่ใช้ฉีดยาชา ก็รู้สึกว่า หมอทำอะไรอยู่ รู้สึกถึงการรูดไหม ไม่เหมือนการบล็อคหลังที่ไม่รู้สึกอะไรเลย  การผ่าตัดก็รวดเร็วดีครับ ไม่นานก็เสร็จ

แต่ระหว่างที่ทำ ผมก็ได้ยินหมอขออุปกรณ์บางอย่าง พยาบาลก็เดินเข้า เดินออกห้องกันสนุกเลย แล้วก็หาอุปกรณ์นี้ไม่ได้ หมอก็ว่า ผมถามข้างหน้าแล้วนะ ก็บอกว่ามีไง นั่น  สรุปผมซวย อุปกรณ์ที่ว่านี่ ไม่มีครับ หมอตั้งใจจะตัดหัวข้างในออกสองหัว ก็กลายเป็นตัดหนึ่งหัว อีกหนึ่งหัว ใช้วิธีรัดยางเอา เพราะไม่มีอุปกรณ์ชนิดนั้น หมอกลัวว่า จะห้ามเลือดไม่ทัน หมอทำไม่ถนัด  ทำไมห้องฉุกเฉินมันชุ่ยงี้นะ  แล้วทำไมผมต้องซวยด้วยเนี่ยเหอๆ

หลังจากทำกลับมา ก็มีหัวริดสีดวงออกมาขนาดเล็กนิดเดียว เล็กมาก แต่มีแข็งๆติดด้วย คงจะยางที่รัดหัวนั่นแหล่ะ แล้วมันก็ขนาดเล็กลงๆๆ ทุกวัน  กะว่ามีหัวอย่างนี้ก็พอใจแล้ว ไม่ผ่าอีกแน่  แต่ความซวยก็มาอีก ครับ ผมต้องผ่าครั้งที่สาม

05 November 2010

น่าจะมีหลักสูตรสอนเรื่องเงินในเด็ก

เมื่อวาน ผมได้คุยกะแฟนผม เรื่องบัญชีเงินฝากประจำ แล้วตอนขับรถกลับบ้าน ผมก็มานึกเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ว่าถ้ามีเงินเท่านี้ๆ เอาจะได้ดอกเบี้ยเท่าไร คิดไปต่างๆนาๆ  แล้วก็ทำให้คิดไปถึงว่า เงินถ้าเราเก็บตั้งแต่สมัยเด็ก จะเป็นเท่าไร อย่างไร เงินที่เราไม่จำเป็นต้องใช้อยู่แล้วในตอนเด็ก ผมก็มีเงินเก็บตอนเด็กพอควร  แต่ก็เป็นบัญชีออมทรัพย์ ดอกเบี้ยแทบไม่รู้สึกว่าได้  แต่ถ้าเราเอาเงินก้อนนี้ ไปกระจายฝาก เป็นเงินฝากประจำ  ก็จะได้ดอกเบี้ยมากกว่า

แต่เงินที่ตอนเด็กคงไม่มีแล้วล่ะครับ เพราะเวลาที่บ้านเดือดร้อนเรื่องเงิน พ่อก็เอาไปใช้เสมอ ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไรบ้างแล้ว อาจจะไม่มีเงินแล้วก็ได้ แล้วก็ยังชั่งใจอยู่ ว่าจะถามดีไหม พ่อผมเป็นคนเครียดง่าย ถ้าไปถาม กลัวเขาหงุดหงิด เครียด ความจริงผมไม่ได้จะถามเพื่อทวงเงินหรอกครับ แต่ผมกลัวว่า เงินในบัญชีไม่หมุนนานๆ จะโดนค่ารักษาบัญชี เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์

แล้วก็คิดไปถึงว่า ตอนผมเด็ก มีแต่คนบอกให้เก็บเงิน ให้ออม ให้ประหยัด แต่วิธีการอะไรยังไง ไม่มีใครอธิบายเลยครับ
ไม่มีใครสอนว่า เอาเงินไปฝากประจำ หรือเอาไปหมุนลงทุน ทางอื่นจะได้ดอกเบี้ยมากกว่า
ไม่มีใครสอนว่า เก็บไปกี่ปี จนเราโต ได้เงินเท่าไร แล้วเงินเดือนเราเฉลี่ยของคนทั่วไปได้เท่าไร เท่ากับเราจะมีเงินเก็บเท่ากับทำงานกี่เดือน
เหล่านี้ ไม่มีใครสอน ผมก็ได้แต่คิดว่า เงินตอนเด็กน้อยมาก ได้ก็ไม่กี่บาท ไม่กี่สตางค์ แล้วก็คิดว่าเราเก็บเงินออมเงิน  แล้วก็เพื่อเอาไปซื้อของที่ตัวเองต้องการทั้งนั้นเลย  ไม่มีการหารายได้จากมันได้เลย  สุดท้ายก็เอาไปผลาญ

ผมก็มาคิดว่า คนอื่นๆ เป็นหนักว่าผมอีก คือใช้ฟุ่มเฟือย แถมยังใช้จนติดลบ หมุนเงินจนวุ่นไปหมด มีสินค้าอะไรออกมาใหม่ ก็อยากได้ ทั้งที่ใช้ไม่เป็น ไม่ได้ใช้ให้คุ้มค่า

ผมก็มาคิดว่า โรงเรียนประถม น่าจะมีการสอนเรื่องพวกนี้นะครับ มีการเฉลี่ยรายได้ของผู้ปกครองเด็ก ว่าได้เท่าไร ค่าเทอมเท่าไร ค่าอาหาร ค่ารับส่ง แล้วให้เด็กบริหารเงินยังไง  อธิบายให้เด็กเข้าใจ  อาจจะมีเด็กบางคน รู้จักการใช้เงินมากขึ้น และรู้สึกมีมากกว่าแค่ประหยัด หรืออดออมไว้  เงินที่จะซื้อสิ่งของที่ต้องการ อาจจะเป็นเงินจากดอกเบี้ย โดยที่เงินต้นยังอยู่ แล้วเอาไปลงทุนให้ได้ดอกเบี้ยขึ้นมาอีกก็ได้   ซึ่งนั่นคงดีกว่า เก็บออมมา แล้วก็ใช้เป็นก้อน ทีเดียวหมด  หรือผ่อนจ่ายสินค้า ทีละเดือนๆๆ  จนสุดท้าย เงินออมก็หมดกับดอกเบี้ยที่เราผ่อน

แล้วเด็กหลายคนก็ไม่เคยรู้ว่า พ่อแม่มีรายได้เท่าไร ต้องลำบากแค่ไหน เดินเจออะไร ก็อยากได้ร้องไห้งอแง พอพ่อแม่ ไม่ให้ ก็ไม่พอใจ โกรธพ่อแม่ ว่าไม่ยอมให้เขา

ผมจึงคิดว่า ถ้ามีการสอนเด็ก อธิบายเรื่องเงินแก่เด็ก บรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน ก็น่าจะทำให้ประชากรในประเทศ ใช้เงินเป็น ฟุ่มเฟือยน้อยลง และรู้คุณค่าของเงินนะครับ

Visitor


Cool Ringtones