เขากระโจม อยู่ในจังหวัดราชบุรี น่าจะอยู่ในเขตอำเภอสวนผึ้ง เนื่องจากตอนนี้อินเตอร์เน็ทยังเสียอยู่ จึงค้นข้อมูลเพื่อความแน่ใจไม่ได้ แต่วิ่งไปเส้นทางอำเภอสวนผึ้ง
ทริปนี้ไปกัน 9 คน โดยผมรู้จักเพื่อนผมแค่1คนเท่านั้น แต่การได้สัมผัสธรรมชาติทำให้ผมตอบรับการไปเที่ยวนี้ ทั้งที่ไม่รู้จักใคร และไม่น่าเชื่อ ดันไปเจอญาติ คือลูกของน้าชาย ตามศักดิ์ผมก็ต้องเป็นอา แต่เขาอายุมากกว่าผม ผมจึงเป็นฝ่ายไหว้ทักทายเขา
ก่อนไปเขากระโจมเราก็ได้แวะ บ่อน้ำพุร้อน และ น้ำตกเก้าชั้น หรือ น้ำตกเก้าโจน ก่อน
ทางไปเขากระโจมเราได้ติดต่อรถ 4WD เพื่อให้เขาขับไปส่งด้านบน ซึ่งเราเดินทางจากกรุงเทพฯโดยรถยนต์ เก๋ง1คัน, กระบะเพื่อนผม 1 คัน ในทีแรกเพื่อนผมอิดออดที่จะนำรถเพื่อนไปจะให้ผมนำรถของผมไปแทน ซึ่งรถเก๋งที่ผมใช้ ก็มีปัญหามากมายจึงไม่อยากนำไป และพี่ชายออกปากจะให้ยืม Fortuner แต่ผมตัดสินใจไม่เอาไป เพราะไม่แน่ใจเส้นทางว่าโหดแค่ไหน
หลังจากเอารถไปจอดที่รีสอร์ทตรงทางขึ้นเขากระโจมแล้ว เราก็ถ่ายของลงรถ 4WD เป็นกระบะวีโก้มีcab ซึ่งพอเห็นเส้นทางแล้ว ต้องบอกว่าโหดใช้ได้ทีเดียว ถ้าเอา Fortuner ไปก็ยังไม่แน่ใจว่าจะขึ้นได้ไหม เพราะยังเป็นยางแบบแถมมากับรถ ซึ่งเส้นทางมีทั้งลุยน้ำท่วมกันชน, เส้นทางเจอหินค่อนข้างแหลม, โคลน ทางชัน และหลุมร่องลึก ที่ผมกลัวที่สุด คงเป็นหินกับโคลน
โดยตอนขึ้นไปเหลือเนินสุดท้าย ก็พบกระจกข้างของคนใครไม่ทราบได้ หักตกอยู่ มาได้ยินเจ้าหน้าที่พูดทีหลังว่ามีรถพลิก
และตอนลงเพื่อนที่กางเต้นท์ติดกัน ก็ยังนำ Mitsubishi Pajaro สีขาว พลิก ทำเอารถบุบทั้งคันอีกต่างหาก ซึ่งคนที่ไม่คุ้นเส้นทางแล้วเข้าไลน์ผิด คงจะมีปัญหาแน่ๆ แต่ก็พบรถที่ดูธรรมดาๆ แต่สามารถขึ้นได้เฉยๆ คงเพราะชำนาญ และมีทักษะการขับที่มากกว่า
ขึ้นไปถึงบนเขาก็เริ่มเย็น พระอาทิตย์ตกแล้ว ก็รีบกางเต้นท์กันทันที มุมที่เรากางเต้นท์ลมไม่ค่อยมี แต่อีกด้านลมแรงมาก และตอนกลางคืนถึงเช้า ก็อากาศหนาวทีเดียว จนสงสัยว่า รถ Jeep ที่จอดกางเต้นท์ด้านลานจอดเฮลิคอปเตอร์ และมีเด็กอายุไม่น่าจะเกิน10ขวบ นอนได้อย่างไรนะ ไม่หนาวจนทนไม่ได้หรือ
อยู่บนนั้นก็ไม่มีกิจกรรมอะไรมากครับ นั่งชมบรรยากาศ นั่งคุยกัน ในตอนเช้าก็มีทะเลหมอกที่เห็นได้ทั้งฝั่งไทย และฝั่งพม่า สวยงาม แม้ว่าหมอกอยู่ไกลไปหน่อย คงจะอยู่ที่ฤดูด้วย
ตอนสายๆก็ลงเขา คนขับรถจอดแวะให้เราเข้าไปชมน้ำตกระหว่างทาง ซึ่งก็เจอทากจำนวนมาก ป่าค่อนข้างสมบูรณ์ คล้ายแก่งกระจานทีเดียว เพื่อนโดนกัดไปหลายคน แต่ผมรอด แล้วก็ลงมาเดินทางไปแวะเที่ยวที่อื่นบ้าง ได้แก่โป่งยุบ, แก่งส้มแมว และขับรถกลับบ้าน
และแวะทานข้าวอีก 1 มื้อที่พุทธมณฑณสาย 4 ร้านเฉินหลง กว่าจะถึงบ้าน คิดตอนแรกว่าไม่ดึก แต่ต้องไปส่งน้องๆ ซึ่งเหนื่อยจากการเที่ยว และเริ่มดึก จึงไปส่งแถวบ้านที่อ่อนนุช กว่าจะกลับถึงบ้านตัวเอง ก็5ทุ่มกว่า
กลับมาง่วงๆ คิดจะอาบน้ำนอนอยู่แล้ว ก็เปิดกระเป๋าเพื่อหยิบของออกมาวางซัก ก็มีเจ้าตัวบางอย่างไต่แขนมา ผมก็ตกใจปัดมันหายไป แล้วก็คิดว่าตัวอะไรนะ นี่เปิดกระเป๋าที่ห้องนอนด้วย จึงต้องหาตัวมันจนพบ พอพบ ครั้งแรกตั้งใจจะปล่อยไป แต่มันก็ไต่หนี โดยไม่อยู่นิ่งๆให้จับได้เลย และมองดูคล้ายแมงป่อง แต่ยังเด็กตัวเล็กๆอยู่ จึงต้องตัดสินใจฆ่ามัน เมื่อมาพิจารณาอีกครั้ง ก็มั่นใจว่า น่าจะเป็นแมงป่องซึ่งยังเด็กอยู่ ติดกระเป๋ามาจากตอนเก็บเต้นท์ซะงั้น
พยายามให้จบสั้นๆ แต่ก็ยังยาว เนื่องจากมีเหตุการณ์เยอะจากการไปเที่ยว2 วัน จะพยายามมาเขียน update ในบล็อคนี้บ่อยๆ เวลาเล่าจะได้ไม่ยาวเกินไป ^_^
ภาพเขากระโจม
14 November 2009
เล่าเรื่องเขากระโจม1
เล่าเรื่องเขากระโจมหน่อย
เผลอหน่อยเดียว ผมก็ดองบล็อคไว้ถึง2สัปดาห์กว่าๆเข้าไปแล้ว ในความคิดก็คิดจะเขียนอยู่ แต่ไม่รู้จะเขียนยังไงดี ไม่รู้จะเขียนเชิงเล่า หรือเชิงหลักการดี บล็อคนี้ผมก็ไม่ได้เผยแผ่ให้เพื่อนๆที่สนิทได้รู้ซะด้วย เพราะรู้สึกอาย ที่จะพูดเรื่องมีสาระบ้าง เรื่องระบายอะไรออกมาบ้าง ถ้าเขียนให้เพื่อนที่สนิทกันอ่าน ก็คงจะออกแนวเล่าเรื่อง และเป็นภาษาพูดซะมากกว่า ซึ่งไม่ตรงกับที่ผมตั้งใจจะฝึกใช้ภาษาที่เป็นทางการกว่า
วันนี้อินเตอร์เน็ทมีปัญหาอีกแล้ว แต่ก็คิดว่าเขียนเลยดีกว่า จะได้เคลียข้อมูลในสมองไปใช้ทำเรื่องอื่นบ้าง เพราะพอไม่ได้เขียน ก็ต้องคอยเตือนตัวเองตลอดว่าจะต้องเขียน ทำให้ทำอะไรก็เหมือนใช้สมองและสมาธิได้ไม่เต็มที่ หลายท่านอาจบอก อ้าวก็ไม่ต้องเขียนดิ ก็ไม่ต้องมาระแวงตรงนี้แล้ว แต่ผมก็อยากเขียน เพราะการเขียนทำให้ต้องคิดคำพูด ประมวลข้อมูลต่างๆออกมา เพื่อที่จะเขียน และผมหวังเล็กๆว่า คงจะพัฒนาการเล่าเรื่อง ที่เป็นตัวหนังสือได้ดีขึ้นบ้าง
การเล่าเรื่องโดยใช้ปากเวลาพบหน้ากัน ถ้าโอกาสเหมาะเช่นมีคนสนใจฟัง ผมก็คิดว่าผมเล่าได้ดีพอควร แต่การเขียนเป็นตัวอักษรมันต่างกัน อีกทั้งการเขียนทำให้ต้องคิดและมีการจัดเรียงความทรงจำต่างๆ อย่างที่บอกในย่อหน้าก่อนไปแล้ว และเมื่อเล่าออกมาเป็นตัวอักษร คงจะทำให้รู้สึกสดชื่นบ้าง เหมือนระบายสิ่งที่ค้างๆในใจออกไป แต่ไม่ได้ทำให้ลืม แต่ความจำนั้นกลับเรียกใช้ได้ง่ายขึ้น
และเมื่อเวลาผ่านไป ผมก็สามารถมาอ่านซ้ำถึงเหตุการณ์เหล่านี้ได้ ผมเคยเขียนใน space เพื่อเล่าเรื่องที่เคยไปเที่ยวกับเพื่อน พอผ่านไปหลายปีกลับมาอ่าน ก็ทำให้นึกขึ้นได้ ถึงเหตุการณ์บางอย่างที่ชักจะลืมๆไป รายละเอียดบางอย่างที่ลืมไป ก็ถูกนึกขึ้นมาได้ใหม่
ตอนนี้ชักจะยาวไปแล้ว จึงขอเอาเรื่องเที่ยวเขากระโจมไปรอบหน้านะครับ อิอิ
Subscribe to:
Posts (Atom)